Key Takeaways
การคำนวณค่า BMI เป็นวิธีเบื้องต้นที่สะดวกรวดเร็วในการประเมินสภาวะของร่างกายและความเสี่ยงต่อโรคอ้วนผ่านสูตรคำนวณมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ค่า BMI มีข้อจำกัด เนื่องจากไม่สามารถแยกแยะสัดส่วนระหว่างมวลกล้ามเนื้อและมวลไขมันได้ ทำให้บางคนที่น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติอาจยังเผชิญกับภาวะ Skinny Fat หรือมีไขมันสะสมเฉพาะจุด เช่น บริเวณหน้าท้อง ซึ่งหากการปรับพฤติกรรมหรือออกกำลังกายไม่เห็นผล การเลือกใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์หรือการดูดไขมันกับคลินิกที่ได้มาตรฐาน ก็เป็นทางเลือกที่ช่วยแก้ปัญหาไขมันดื้อด้านได้อย่างเหมาะสม

หลายคนมักสับสนว่า รูปร่างที่ดูหนาขึ้นเกิดจากไขมันสะสมจริง ๆ หรือเป็นเพียงแค่อาการบวมน้ำ การประเมินรูปร่างเบื้องต้นที่แม่นยำและทำได้ง่ายที่สุดคือ การคำนวณค่า BMI เพื่อตรวจสอบว่าสัดส่วนของร่างกายสัมพันธ์กับน้ำหนักหรือไม่ บทความนี้จะพาไปรู้จักสูตรหาค่า BMI พร้อมตารางเปรียบเทียบ เพื่อเช็กสถานะสุขภาพของร่างกาย และเป็นความรู้พื้นฐานประกอบการตัดสินใจก่อนเลือกเข้ารับบริการ
วิธีคำนวณค่า BMI ด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ
Body Mass Index หรือ BMI คือ มาตรวัดมาตรฐานที่ใช้ประเมินสภาวะของร่างกายว่ามีความสมดุลระหว่างน้ำหนักและส่วนสูงหรือไม่ ซึ่งเป็นวิธีที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ใช้ในการคัดกรองความเสี่ยงโรคอ้วนเบื้องต้น
สูตรหาค่า BMI ที่ถูกต้องและแม่นยำ
การหาค่า BMI สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง โดยใช้เพียงข้อมูลน้ำหนักตัวและส่วนสูง นำมาคำนวณตามสูตรดังนี้
- สูตรคำนวณ : น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ÷ [ส่วนสูง (เมตร) x ส่วนสูง (เมตร)]
- ตัวอย่างการคำนวณ : หากคุณมีน้ำหนัก 60 กิโลกรัม และส่วนสูง 160 เซนติเมตร (เท่ากับ 1.6 เมตร)
- วิธีคิด: 60 ÷ (1.6 x 1.6)
- ผลลัพธ์: 60 ÷ 2.56 = 23.43 นี่คือค่า BMI ของคุณ
ตารางเทียบเกณฑ์ เช็กค่า BMI อยู่ในระดับไหนถึงเรียกว่าอ้วน ?
เมื่อได้ผลลัพธ์จากการคำนวณแล้ว สามารถนำตัวเลขมาเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานสำหรับคนเอเชีย เพื่อประเมินสภาวะของร่างกายและความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ได้ตามตารางนี้
| ค่า BMI (กก./ตร.ม.) | เกณฑ์การประเมิน | ภาวะความเสี่ยงต่อโรค |
|---|---|---|
| น้อยกว่า 18.50 | น้ำหนักน้อย / ผอม | เสี่ยงต่อภาวะขาดสารอาหาร ภูมิคุ้มกันต่ำ |
| 18.50 – 22.90 | ปกติ (สุขภาพดี) | ความเสี่ยงโรคอยู่ในระดับปกติ |
| 23.00 – 24.90 | ท้วม / โรคอ้วนระดับ 1 | เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง |
| 25.00 – 29.90 | อ้วน / โรคอ้วนระดับ 2 | มีความเสี่ยงสูงต่อโรคหลอดเลือดและหัวใจ |
| 30.00 ขึ้นไป | อ้วนมาก / โรคอ้วนระดับ 3 | มีความเสี่ยงระดับอันตราย ต้องพบแพทย์ |
ข้อจำกัดของการหาค่าบีเอ็มไอ ทำไมบางคนค่าปกติ แต่ยังมีพุง
แม้การหาค่าบีเอ็มไอจะเป็นวิธีที่สะดวกและเป็นที่นิยม แต่ก็มีข้อจำกัดสำคัญคือ ไม่สามารถแยกแยะสัดส่วนระหว่าง “มวลกล้ามเนื้อ” และ “มวลไขมัน” ได้
ตัวอย่างเช่น นักกีฬาที่มีมวลกล้ามเนื้อสูงมาก อาจคำนวณค่า BMI ออกมาแล้วอยู่ในเกณฑ์ “อ้วน” ทั้งที่ร่างกายแทบไม่มีไขมันสะสมเลย ในทางกลับกัน บางคนมีน้ำหนักตัวตามเกณฑ์มาตรฐาน แต่กลับมีพุง หรือมีสัดส่วนที่ย้วยไม่กระชับ ซึ่งเกิดจากการมีมวลไขมันสะสมอยู่ตามจุดต่าง ๆ มากกว่ามวลกล้ามเนื้อนั่นเอง

ไขมันเฉพาะจุด ปัญหาใหญ่ที่ BMI บอกไม่ได้
เมื่อค่า BMI ไม่สามารถบอกรายละเอียดเชิงลึกของรูปร่างได้ ปัญหาที่หลายคนต้องเผชิญแม้จะมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติคือเรื่องของ “ไขมันสะสมเฉพาะจุด”
ทำความรู้จักภาวะ Skinny Fat ผอมแต่มีไขมันสะสม
ภาวะ Skinny Fat หรือภาวะไขมันสะสมเฉพาะจุด คือกลุ่มคนที่มีรูปร่างภายนอกดูผอม แขนขาเล็ก หรือมีค่า BMI ปกติ แต่มีไขมันในร่างกายสูงและมวลกล้ามเนื้อน้อย โดยไขมันมักไปกระจุกตัวอยู่บริเวณหน้าท้อง ต้นแขน หรือต้นขา เมื่อจับดูจะรู้สึกถึงความนิ่มย้วย ไม่กระชับ สาเหตุหลักมักมาจากการไม่ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง หรือการอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักอย่างผิดวิธีจนสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ
ผู้ที่มีภาวะนี้นอกจากจะสูญเสียความมั่นใจในการแต่งตัว ไขมันที่สะสมอยู่บริเวณช่องท้องยังแฝงอันตราย เสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังได้ไม่ต่างจากผู้ที่มีภาวะโรคอ้วน
ทางเลือกในการกระชับสัดส่วนเฉพาะจุด
การกำจัดไขมันเฉพาะจุดให้เห็นผล ต้องอาศัยหลายวิธีร่วมกัน ได้แก่
- การปรับพฤติกรรมการกิน : เน้นโปรตีนเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ลดแป้งขัดขาว น้ำตาล และไขมันทรานส์
- การออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน (Weight Training) : ช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อให้ร่างกายดูกระชับขึ้น ควบคู่กับคาร์ดิโอเพื่อเผาผลาญไขมัน
- การใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ : สำหรับไขมันที่สะสมมานานและลดยาก แม้จะคุมอาหารและออกกำลังกายแล้ว การทำหัตถการกระชับสัดส่วน หรือการดูดไขมัน จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
หากประเมินรูปร่างแล้วพบว่า ปัญหาหลักคือไขมันส่วนเกินที่ลดยาก และสนใจการดูดไขมันหน้าท้องเพื่อปรับสัดส่วนเพิ่มความมั่นใจ เลือกคลินิกเสริมความงามที่ไหนดี ? La Ferly Clinic พร้อมช่วยเติมเต็มความมั่นใจในทุกขั้นตอน
ที่ La Ferly Clinic คือคลินิกดูดไขมันที่ยึดถือมาตรฐานความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญ โดยเปิดให้บริการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีเลขที่ใบอนุญาตชัดเจน ดูแลโดยทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์ในด้านการปรับรูปหน้าและรูปร่างโดยเฉพาะ เพื่อให้ทุกเคสได้รับการดูแลที่คำนึงถึงผลลัพธ์และความปลอดภัยเป็นสำคัญ
หากสนใจสามารถนัดปรึกษาฟรีได้ที่ La Ferly Clinic ทั้ง 6 สาขา ได้แก่ รังสิต สุทธิสาร บางนา ภูเก็ต อุดรธานี และขอนแก่น หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ผ่านช่องทางต่อไปนี้
- โทร. 098-889-2999
- LINE: @laferlyclinic
- Website: www.laferlyclinic.com
ข้อมูลอ้างอิง
- Calculate Your BMI. สืบค้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 จาก https://www.nhlbi.nih.gov/calculate-your-bmi
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการคำนวณค่า BMI และการดูดไขมัน (FAQs)
Q : การเช็กค่า BMI มีความแม่นยำแค่ไหน ?
A : การหาค่าบีเอ็มไอมีความแม่นยำในระดับเบื้องต้น สำหรับการประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพโดยรวมของบุคคลทั่วไป แต่มีข้อจำกัดคือ ไม่สามารถบอกรายละเอียดของมวลไขมันและกล้ามเนื้อได้ จึงอาจคลาดเคลื่อนได้ในกลุ่มนักกีฬาที่มีกล้ามเนื้อเยอะ หรือผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุงแต่น้ำหนักน้อย
Q : ผอมแต่มีพุง ค่า BMI ปกติ ควรดูดไขมันหน้าท้องไหม ?
A : สำหรับผู้ที่มีภาวะ Skinny Fat (ผอมแต่มีไขมันสะสมเฉพาะจุด) หากพยายามคุมอาหารและออกกำลังกายแล้วไขมันบริเวณหน้าท้องยังไม่ลดลง การดูดไขมันหน้าท้องถือเป็นทางเลือกทางการแพทย์ที่ช่วยแก้ปัญหาไขมันดื้อด้านได้อย่างตรงจุด ทั้งนี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสัดส่วนก่อนตัดสินใจ

นพ.กิตติธัช สินพิพัฒน์พร (คุณหมอคิม) แพทย์เฉพาะทางด้านการปรับรูปหน้าด้วยไขมัน สำเร็จการศึกษาด้านตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับการอบรมเทคนิคดูดและเติมไขมันจากสถาบันที่มีชื่อเสียงในเกาหลีโดยตรง พร้อมมีประสบการณ์เฉพาะด้านในการออกแบบสัดส่วนเฉพาะบุคคล รวมถึงการปรับรูปหน้าด้วยโบท็อกซ์และฟิลเลอร์ เพื่อมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและเหมาะสมกับแต่ละบุคคลมากที่สุด